วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

8 วิธีทำหน้าใส ได้อย่างใจคิด




 1. ถ้าเป็นคนที่ชอบแต่งหน้า เราก็ควรที่จะรู้จักวิธีเช็ดทำความสะอาดผิวหน้าของเราอย่างถูกวิธี เพื่อผิวหน้าของเราจะได้สะอาด หน้าใสไร้สิว

2. ล้างหน้าให้สะอาดและถูกวิธี เพื่อผิวสวยหน้าใส โดยเลือกสบู่ล้างหน้าให้เหมาะกับผิวของตนเองนะคะ อย่างเช่น ถ้าเป็นคนผิวมัน ก็ควรเลือกใช้สบู่แบบออยล์คอนโทรล เป็นต้นค่ะ และไม่ควรหน้าล้างเกินวันละ 2 ครั้ง เพราะจะทำให้ผิวหน้าขาดความชุ่มชื้นได้

 3. ก่อนล้างหน้าควรล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเพื่อเป็นการเปิดรูขุมขน หลังจากนั้นใช้สบู่ล้างหน้าและล้างฟองออกด้วยน้ำเย็น เพื่อปิดรูขุมขนค่ะ ซับหน้าด้วยผ้าขนหนูเบาๆและใช้สำลีชุบโทนเนอร์เช็ดหน้าอีกครั้งค่ะ เพื่อกระชับรูขุมขน

4. หลังจากล้างหน้าทุกครั้ง ควรทาครีมบำรุงผิว เพื่อทดแทนความชุ่มชื่นที่เสียไปจากการล้างหน้า เพื่อป้องกันริ้วรอยและรอยหมองคล้ำต่างๆก่อนวัยอันควร

 5. หาเวลาว่าง พอกหน้าและขัดหน้าสัปดาห์ละ1ครั้งนะค่ะ เพื่อเป็นการทำความสะอาดผิวหน้าที่ลึกซึ้งมากกว่าการล้างหน้าตามปกติ บำรุงผิวไปในตัว และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นค่ะ เพื่อผิวพรรณที่สวย หน้าใสเปล่งปลั่ง ดูสุขภาพดี

6. รับประทานอาหารที่มีคุณค่าและดื่มน้ำสะอาด ให้มากๆค่ะ อย่างเช่น ผักสดและผลไม้สดค่ะ ดีต่อผิวของเรา

7. ออกกำลังเป็นประจำ เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดฟินเพื่อช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และหน้าใสมีเลือดฝาด

8. ยิ้มร่าเริงแจ่มใส ทำใจให้สดชื่น เพราะจิตใจมีผลควบคู่ไปกับร่างกาย ผิวพรรณและสุขภาพที่ดีนะคะ




Tips:
- สำหรับคนผิวมัน ถ้ารู้สึกว่าหน้ามันระหว่างวัน ควรใช้กระดาษซับมันแทนการล้างหน้าบ่อยๆนะคะ  เพื่อลดการผลิตน้ำมันออกมาเพื่อรักษาความชุ่มชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของหน้ามันและสิวคะ
- หน้าใสได้ โดยการงดอาหารจำพวกของมันๆจ๊ะ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว
- งดดื่มเหล้า และสูบบุหรี่นะจ๊ะ เพราะจะทำให้ผิวพรรณและหน้าใสๆของเรานั้นขาดความสดใส และเกิดริ้วรอยหมองคล้ำค่ะ
- อย่านอนดึก และพักผ่อนให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ เพื่อผิวสวยหน้าใส


 ข้อมูลจาก : lady.one.in.th/8-วิธีทำหน้าใส/

10 ภาษา ที่มีจำนวนคนพูดมากที่สุดในโล

10 ภาษา ที่มีจำนวนคนพูดมากที่สุดในโลก

ภาษาจีน 1,080,000,000 คน
ภาษาฮินดี 370,000,000 คน
 
ภาษาสเปน 350,000,000 คน
 
ภาษาอังกฤษ 340,000,000 คน
 
ภาษาอาหรับ 206,000,000 คน
 
 
 
 
 
ภาษาปัญจาบ 104,000,000 คน
         

ข้อมูลจาก : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

ทำไมเด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งโง่ ( IQ ลดลง )

ระดับเชาวน์ปัญญา หรือ ไอคิว (IQ ย่อจาก Intelligence quotient) หมายถึง ความฉลาดทางเชาวน์ปัญญา การคิด การใช้เหตุผล การคำนวณ การเชื่อมโยง ไอคิว เป็นศักยภาพทางสมองที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และเปลี่ยนแปลงได้ หากอยู่ในสภาวะการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนที่เหมาะสม ผู้เลี้ยงดุมาคุณภาพ หรือด้อยคุณภาพ ความ ฉลาด ส่วนหนึ่งติดตัวมาตั้งแต่เกิด ถืว่าเป็นต้นทุนของแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน แต่อีกส่วนหนึ่งได้จากประสบการณ์ การเรียนรู้เพิ่มเติม โอกาสในการฝึกฝน การให้ความสำคัญ และสภาพสังคม วัฒนธรรม ที่เอื้ออำนวยให้มีการนำออกมา


 



การวัดไอคิว

การวัดไอคิว เกิดขึ้นครั้งแรกในปีค.ศ.1905 โดยนักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ต้องการแยกบุคคลปัญญาอ่อนออกจากคนปกติ เพื่อจะได้จัดการศึกษาให้อย่างเหมาะสม โดยใช้การเปรียบเทียบระหว่างความสามารถที่ควรจะเป็น กับอายุสมอง แล้วคำนวณออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ เป็นการวัด 


1. ความคิด ความเข้าใจ ความคิดวิเคราะห์ การมองภาพรวม
2. การคิดคำนวณ
3. ความคิดที่เป็นนามธรรม โดยให้หาความเหมือน
4. ความจำระยะสั้น โดยใช้การจำจากตัวเลข
5. ภาษาในส่วนของการใช้คำ
6. การต่อภาพในส่วนที่ขาดหายไป การจับคู่โครงสร้าง โดยดูจากรูปร่างหรือลวดลาย การเรียงลำดับ
      ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ
     7.การต่อภาพเป็นรูป ด้วยการต่อจิ๊กซอว์
     8. การหาความสัมพันธ์ของตัวเลขและสัญลักษณ์





 
IQ ปกติ 90-110 ถ้ามากกว่า 110 ถือว่าอัจฉริยะ
ถ้าน้อยกว่า 90 ถือว่าโง่ ถึงโง่ทึบ มีปัญหาด้านความคิด การปรับตัว การแก้ปัญหา
ถ้า IQ ลดลง แสดงว่าความสามารถคิด วิเคราะห์ ความสามารถในการมองภาพรวม ความสามารถในการคิดคำนวณ ลดลง คือคิดไม่เป็น หลายสำนักวิจัยตรงกันว่า IQ เด็กไทยยิ่งเรียนยิ่ง IQ ลดลง ยกเว้นเด็กโรงเรียนสาธิตฯ

ทำไมเด็กโรงเรียนสาธิตฯ ยิ่งเรียนยิ่ง IQ ไม่ลดลง บางคนบอกว่าเด็กยิ่งโตยิ่งโง่ เพราะติดเกมส์ , internet , TV มือถือ แสดงว่าเด็กสาธิตไม่ติดเกมส์ , ไม่ติดมือถือ , ไม้ใช้ internet จริงหรือ???


เด็กสาธิต เด็กโรงเรียนเอกชน โรงเรียนรัฐต่างกันตรงไหน ในเรื่องพฤติกรรมนอกเหนือจากห้องเรียน คำตอบคือ ไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก พ่อแม่เด็กสาธิตฯ และพ่อแม่เด็กโรงเรียนเอกชน ระดับการศึกษาต่างกัน หรือไม่ คำตอบคือไม่ต่างกัน
ความแตกต่างของโรงเรียนสาธิต กับโรงเรียนสังกัด สพฐ. คือระบบการเรียนการสอน และคุณภาพผู้สอนซึ่งปฏิเสธไม่ได้เด็ดขาด 

IQ สูงต่ำขึ้น กับศักยภาพมันสมองของ ซึ่งได้รับการพัฒนาแตกต่างกัน ขึ้นกับพ่อแม่ ครู ผู้เลี้ยงดู แต่โรงเรียนจะมีอิทธิพลต่อเด็กมากกว่า เพราะครูมีเวลาอยู่กับเด็กมากกว่าพ่อแม่ เพราะฉะนั้นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ IQ เด็กสำคัญสุด คือ คุณภาพครู ระบบการเรียนการสอนในโรงเรียน ส่วนพ่อแม่มาสอนเพิ่มเติมได้หลังเลิกเรียน

  ความเครียดทำให้สาร Cortisol หลั่ง ยิ่งมีความเครียดมากและนาน สารนี้หลั่ง มาก ยิ่งความจำลดลงเพราะฉะนั้น ยิ่งมีความเครียดมาก ยิ่งลดสมรรถนะในการคิด และความจำ และยิ่งมีสาร Cortisolมาก จะทำลายเซลล์ประสาทสมอง (Neurones) Dr. Dharma Singh Khalsa, M.D., with Cameron Stauth.

 - Dr. Diamond& Hopson 1998 & Khalsa1997 หลังคลอดอกมา สมองเด็กจะมีรูปแบบสมองเหมือนกัน (Mold)ทุกคนทั่วโลก แต่วิธีการส่งสริมการเรียนรู้ การอบรมเลี้ยงดู ต่างกันจึงทำให้ไอคิวเด็กต่างกัน เพราะเซลล์สมองส่วนไหนที่ไม่ได้เชื่อมโยงกัน หรือถูกกระตุ้น ไม่ได้ถูกใช้ในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม ก็จะถูกทำลาย (Neural prunning) ทำให้ประสิทธิภาพของสมองส่วนนั้นถูกทำลาย สูญเสียการทำงาน และไม่เกิดการเรียนรู้ ของเซลล์ กลุ่มนั้นเช่นการคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จินตนาการ ในคนไทยจะหดหายไป เพราะเราไม่ค่อยได้กระตุ้นให้เด็กฝึกคิด
 -การทำกิจกรรมด้วยกันและสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ การสัมผัสที่อบอุ่น (gentle touch) ทำให้สมองเจริญเติบโตได้ดีกว่า (Marian Diamond 1988 )




 ข้อมูลจาก :  http://www.parent-youth.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538688943&Ntype=2



10 อันดับเมืองและประเทศที่วิวสวยที่สุดในโลก

อันดับที่ 1 เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา


 
 อันดับที่ 2 ประเทศฮ่องกง




อันดับที่ 3 เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา




อันดับที่ 4 เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น




อันดับที่ 5 เมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย




อันดับที่ 6 เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย




อันดับที่ 7 เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี




อันดับที่ 8 ประเทศสิงคโปร์




อันดับที่ 9 เมืองกรุงเทพฯ ประเทศไทย




อันดับที่ 10 เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา





ข้อมูลจาก : http://www.oknation.net/blog/kritwat/2010/01/27/entry-2

10 สุดยอดอาหารที่ควรทานทุกวัน

เบอร์รี่


1. เบอร์รี่

          แม้ว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะเคยเป็นผลไม้ที่หาทานได้ยากในบ้านเรา แต่ในสมัยนี้เห็นจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้วล่ะค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เค้ามีขายกันเกลื่อนตามห้างสรรพสินค้า และท้องตลาดบางแห่งด้วยแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมคะว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้น ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารได้มากเลยทีเดียว แถมยังมีแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ และที่สำคัญ ยังมีวิตามิน C ที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณและหวัดอีกด้วย

ไข่ไก่

2. ไข่ไก่

          ไข่ไก่เป็นสุดยอดอาหารที่หาง่ายมาก ๆ แถมยังราคาถูกอีกแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมว่า ไข่ไก่นั้นเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง ที่ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน แถมมีประโยชน์ในการบำรุงสายตา อ้อ แถมยังมีลูทีนที่จะป้องกันผิวคุณจากการทำลายของแสงแดดอีกด้วย

ถั่ว

  3. ถั่ว

          ถั่วเป็นแหล่งของเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการส่งผ่านออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กประมาณ 16 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงเลยทีเดียว นอกจากนี้ ถั่วยังมีไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วย

มะม่วงหิมพานต์

  4. อัลมอนต์ แม็คคาเดเมีย และมะม่วงหิมพานต์

          เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ จากการศึกษาของนักโภชนาการ พบว่า ผู้ที่รับประทานเมล็ดพืชเหล่านี้จะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานถึง 2 ปีครึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีโอเมก้า 3 เอแอลเอ ที่จะส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีด้วย

ส้ม


5. ส้ม

          เป็นแหล่งวิตามิน C คุณภาพ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค รวมทั้งยังมีไฟเบอร์สูง เป็นแหล่งของแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ที่จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย และเสริมสร้างคอลลาเจนในผิว เรียกว่าคุณประโยชน์ครบครันเลยทีเดียว

มันเทศ

6. มันเทศ

          อาหารที่หาได้ง่าย แถมยังให้ประโยชน์มากมายกับสุขภาพอีก มันเทศเป็นแหล่งเบตาแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยในการบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และที่หลาย ๆ คนคิดไม่ถึง คือ มันเทศมีสารต้านมะเร็งสูงอีกด้วยค่ะ

บร็อกโคลี

  7. บร็อคโคลี่

          เป็นแหล่งของวิตามินซี เอ และเค เป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา และมีสารไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่ช่วยต่อต้านมะเร็งปอด รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ วิตามินเคยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกด้วย

ชา

  8. ชา

          แม้ว่าชาจะเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ แต่รู้ไหมว่า การดื่มชาในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง และทำให้สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรงขึ้น เพราะในชานั้นมีสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ

คะน้า

  9. คะน้า

          มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด รวมถึงมีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สร้างภูมิต้านทานโรคที่ดี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมเสริมสร้างการทำงานของกระดูก

โยเกิร์ต

  10. โยเกิร์ต

          อาหารสุขภาพที่หลาย ๆ คนมักจะซื้อไว้ติดบ้าน เอาไว้ทานยามหิว และนั่นเป็นสิ่งที่ดีแล้วค่ะ เพราะในโยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และโปรตีน ดังนั้น ถ้าคุณทานโยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย จะทำให้สุขภาพคุณดีอย่าบอกใครเลยล่ะ


***ข้อมูลจาก :  http://health.kapook.com/view16463.html

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์



7.2 ภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 

การแก้ปัญหาด้วยคอมพิวเตอร์นั้น หลังจากที่ได้วิเคราะห์ปัญหาจนได้ขั้นตอนวิธีในการแก้ปัญหา อาจจะอยู่ในรูปแบบรหัสลำลอง หรือผังงานขั้นตอนต่อไปคือการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นเพื่อแก้ปัญหาตามขั้นตอนที่ได้วางแผนไว้ แต่เนื่องจากคอมพิวเตอร์จะรับรู้คำสั่งที่เป็นภาษาเครื่องเท่านั้นและมนุษย์ไม่สามารถเขียนโปรแกรมภาษาเครื่องได้โดยตรง เนื่องจากไม่สะดวก ยากต่อการทำความเข้า จึงได้มีการสร้างภาาคอมพิวเตอร์ระดับสูงขึ้นมาเพื่อให้ง่ายต่อการเขียนโปรแกรม ผู้เขียนโปรแกรมไม่จำเป็นต้องเรียนรู้การทำงาน และโครงสร้างภายในของเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็สามารถเขียนโปรแกรมได้โดยต้องผ่านการแปลให้เป็นภาษาเครื่องก่อนที่จะใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์ได้ 


ภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท


7.2.1 ภาษาเชิงกระบวนการ


โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนด้วยภาษาเชิงกระบวนความมีลักษณะการทำงานตามลำดับของคำสั่ง จากคำสั่งแรกจนถึงคำสั่งสุดท้าย และบางคำสั่งอาจจะถูกทำซ้ำ หรือบางคำสั่งอาจจะไม่ถูกกระทำเลยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในโปรแกรม ภาษาในกลุ่มนี้เหมาะสำหรับการเริ่มต้นทำความเข้าใจกับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เนื่องจากช่วยให้ผู้เรียนรู้จักการคิดอย่างเป็นระบบ เป็นพื้นฐานสำคัญในการเขียนโปรแกรมภาษาอื่นนอกจากนี้ในภาษาโปรแกรมประเภทอื่นก็จะยังมีรูปแบบการทำงานเชิงกระบวนความแฝงอยู่ภายในด้วยเสมอ การใช้งานภาษาในกลุ่มนี้ เช่น งานคำนวนทางวิทยาศาสตร์อาจเลือกใช้ภาษาฟอร์แทรน(FORTRAN) งานประมวลผลข้อมุลทางธุรกิจการเงินหรือธนาคารอาจเลือกใช้ภาษาโคบอล (COBOL)หรือภาษาอาร์พีจี (RPG) การเขียนโปรแกรมควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์มักเลือกใช้ภาษาซีเนื่องจากภาษาเครื่องที่ได้จะทำงานได้รวดเร็ว หรือการเรียนการสอนการโปรแกรมเชิงกระบวนความอาจเลือกใช้ภาษาปาสคาล (Pascal) หรือภาษาซี เป็นต้น










7.2.2 ภาษาเชิงวัตถุ
จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้เขียนโปรแกรมในการพัฒนาโปรแกรมที่ใหญ่และซับซ้อนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถใช้เขียนโปรแกรมในลักษณะเดียวกับภาษาเชิงกระบวนความได้เช่นกัน ภาษาในกลุมนี้ เช่น ภาษาจาวา (Java) ภาษาซีชาร์ป (C#) และภาษาซีพลัสพลัส (C++)










7.2.3 ภาษาอื่นๆ

1) โฟร์ทจีแอล (fourth-generation languages: 4GLs) เป็นกลุ่มของภาษาที่แตกต่างจากภาษา
เชิงกระบวนความ ที่เน้นให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลในฐานข้อมูลได้โดยง่าย ภาษาจะมีความคล้ายคลึง
กับภาษาอังกฤษที่ใช้กันอยู่ ตัวอย่างของภาษา 4GL เช่น ภาษาเอสคิวแอล (SQL)

 2) เอชทีเอ็มแอล (Hypertext Markup Language: HTML ) เป็นภาษาที่ใช้จัดรูปแบบการแสดงผล
ของข้อความและรูปภาพ รวมถึงสื่อประสมบนหน้าเว็บ ดังนั้นเอชทีเอ็มแอลจึงไม่ได้ถูกจัดเป็นภาษา
ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมอย่างแท้จริง แต่เป็นการกำหนดวิธีการในการแสดงผล เอชทีเอ็มแอลจะใช้
แท็ก (tags) เป็นตัวกำหนดว่าส่วนใดในเอกสารจะให้แสดงผลอย่างไร 




''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''


 

                                                                         




วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ประวัติส่วนตัว





ชื่อ พิชญ์สินี นามสกุล วงษ์ศรี
ชื่อเล่น ข้าวผัด
เกิดวันที่ 22 พฤษจิกายน 2539
ครอบครัวมี  6 คน
โรงเรียน ลำปางกัลยาณี
สีที่ชอบ สีเขียว
ศิลปินที่ชอบ SHINee , EXO
วิชาที่ชอบ เคมี
ประเทศที่อยากไป  สวิตเซอร์แลนด์ , เกาหลี
คติเตือนใจ  ไม่มีที่ว่างในมหาลัยสำหรับคนที่ไม่เคยพยายาม