วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

8 สาขาฮิตไม่ตกงาน ตามเทรนด์อาเซียน 2558

      ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ในการประชุมวิชาการทางมานุษยวิทยา ครั้งที่ 10 หัวข้อ ประชาคมในมิติวัฒนธรรม ความขัดแย้งและความหวัง กล่าวว่า ขณะนี้สมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ กำลังเตรียมความพร้อมทุกด้านเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งเป็นโลกของอาเซียนผสมผสานกับโลกโลกาภิวัตน์ที่มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา สำหรับการเตรียมตัวด้านประชากรของประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ เด็กและเยาวชนคนหนึ่งจะต้องมีทักษะในวิชาชีพอย่างน้อย 3-4 วิชาชีพ เพราะฉะนั้นเด็กและเยาวชนจะต้องมีความรู้ความสามารถที่หลากหลายสามารถแข่งขันกับตลาดอาชีพในอาเซียนได้


 8 สาขาของประชาคมอาเซียน สามารถทำงานแลกเปลี่ยนกันใน 10 ประเทศ ได้แก่ วิชาชีพ


 หมอ




 พยาบาล




 ทันตแพทย์




 วิศวกร




 สถาปนิก




 การโรงแรม



อาหาร




 ธุรกิจสปา




นักสำรวจสร้างถนน

 



หากนักศึกษาเรียนจบแพทย์ ไม่ใช่จะต้องแข่งขันเพื่อมีอาชีพแค่ 65 ล้านคน แต่ต้องแข่งขันกับประชากรอาเซียน 10 ประเทศ ประมาณ 600 ล้านคน สิ่งที่เราต้องพัฒนาทักษะด้านภาษาให้เด็กไทย โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ อยากให้สื่อสารภาษาอังกฤษสำเนียงคนไทย และเลิกคิดว่าพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง เพราะเราไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของใคร หรือเก่งภาษาอื่นถือว่าไม่รักภาษาไทย


  “อัตลักษณ์ของเด็กไทยในประชาคมอาเซียนจะต้องมีทักษะการคิด การวิเคราะห์อย่างเป็นเลิศ และกล้าออกไปทำงานแลกเปลี่ยนนอกประเทศ โดยไม่ทิ้งอัตลักษณ์ของตัวเองที่มีความนอบน้อม ยิ้มสยาม เพราะวัฒนธรรมเหล่านี้ คือ ความหลากหลายที่สวยงาม ครึ่งหนึ่งของประเทศสมาชิกอาเซียนพูดภาษามาเลย์ ครึ่งหนึ่งพูดมลายู เพราะฉะนั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับไทยจะมองภาคใต้ที่พูดภาษามลายูหลายจังหวัด ว่า เป็นพื้นที่ขัดแย้ง หรือจะมองว่าเป็นผู้ผูกโยงเชื่อมโยงถึงอาเซียน ประเทศไทยมีคนพูดภาษามลายู 2-3 ล้านคน สมควรจะให้ยกเลิกพูดกัน เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ 
             


      นอกจากนี้ ไทยควรร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในอาเซียนมากยิ่งขึ้น อีกเรื่อง อยากให้ทุกคนสนใจกฎหมาย หรือสนธิสัญญาของอาเซียน เพื่อใช้อ้างอิงสิทธิ์ในความเป็นประชาคมอาเซียนที่รับรองโดยสหประชาชาติด้วย” ดร.สุรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย         

            

นั่นแสดงว่าทันทีที่เปิดเสรีอาเซียนแล้ว ใครที่ทักษะน้อย ความสามารถน้อย อาจจะเสียเปรียบอย่างรุนแรง เพราะจริงๆ แล้วในประเทศไทยก็เป็นที่หมายปองของประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเค้าเก่งกว่า เราก็ต้องเตรียมร้อนๆ หนาวๆ กันได้เลย ถ้าน้องๆ ที่อยากอยู่รอดในยุคอาเซียนก็เล็งๆ วิชาชีพเหล่านี้เอาไว้ให้ดี และอาจจะต้องหาความรู้เพิ่มเติมให้เก่งในหลายๆ ทักษะ... แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว แต่ต้องสู้ค่ะ

ข้อมูลจาก : www.Dek-d.com

ใช้ "สี" เติมพลังให้สมอง เรียนรู้ไว!




   
มีผู้สนใจและศึกษาเรื่องสี และผลของสีสันต่างๆ จนเกิดเป็นศาสตร์ที่เรียกว่า Color Psychology และปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่ามีห้องเรียน ร้านค้า ตราสินค้า ต่างคำนึกถึงการใช้สี ในการสร้างตึก มีมัณฑนากรที่ออกแบบตกแต่งห้อง วางเฟอร์นิเจอร์ใช้สอยต่างๆ โดยคำนึงถึงสีสันต่างๆ มากขึ้น 
    
    กลุ่มคุณพ่อคุณแม่หลายๆ คนก็เริ่มทาสีห้องนอนลูกๆ ด้วยสีสันสดใสหลายสี มากกว่าจะมีสีเดียวอย่างขาว ครีม หรือฟ้าเท่านั้นแบบในอดีต ก็เพราะมีผลการวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่า สีห้องนอนของเด็กๆ ควรเป็นสีสันสดใส เพราะลูกตัวน้อยที่นอนในสีสันสดใส จะฉลาดและเรียนรู้เร็วกว่าลูกน้อยที่นอนในห้องนอนทึมๆ เพราะสีสันต่างๆ จะไปกระตุ้นการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์มากกว่านั่นเอง เช่นเดียวกับกรณีสีของห้องเรียนในโรงเรียนอนุบาลค่ะ 
 แต่ก็ใช่ว่าสีจะมีผลต่อเด็กเล็กๆ เท่านั้นนะคะ จริงๆ สี มีผลต่อมนุษย์ทุกคนเลย ยิ่งถ้าคุณครูยอมให้พวกเราเหล่านักเรียนทำการบ้านหรือจดเนื้อหาลงสมุดที่ ต้องส่งครูประจำด้วยปากกาสีต่างๆ ได้ก็จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้น้องๆ หลายคนอยากทำงานมากขึ้นด้วย การจัดห้อง หรือปรับโต๊ะทำการบ้านหรืออุปกรณ์การเรียนให้มีสีสันต่างๆ เหล่านี้ เพื่อช่วงเพิ่มความสามารถในการจดจำ เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ และผ่อนคลายในยามเหนื่อยล้าจ้า และสีอะไรบ่งบอกหรือช่วยเราในเรื่องอะไรบ้างนั้น ตามมาดู(อ่าน)กันเลย 
สีแดง แสดงความรู้สึกร้อนแรง แทนอารมณ์ได้ทั้งความโกรธและความรัก สำหรับสีนี้ นำมาทาเป็นสีห้องนอนเห็นจะไม่ได้ เพราะแทนที่จะได้นอน ก็จะรู้สึกตื้นเต้นตลอดเวลา เพราะจากการศึกษาแล้วพบว่าสีนี้กระตุ้นให้หัวใจสูบฉีดเลือดแรงขึ้น ชีพจรจะเต้นเร็ว ดีไม่ดีจะเก็บไปฝันว่านอนท่ามกลางกองเพลิงเสียอีก แต่เราสามารถหาสิ่งของสีแดง มาวางไว้บนโต๊ะทำงาน เพราะสีแดงช่วยเพิ่มสมาธิและความจำได้อย่าง ไม่น่าเชื่อ เจ๋งมากๆ แต่ก็อย่านำของสีแดงมาใกล้กับสีเขียวและม่วง เพราะสีขัดแย้งกันมากยิ่งมองแล้วปวดลูกตา พี่เกียรติว่าเรื่องที่สีแดงกระตุ้นให้ใจเต้นเร็วเห็นท่าจะจริง เพราะแต่ก่อนที่พี่เกียรติใจเต้นตึกตักทุกครั้งที่ส่งงานครู คุณครูจะกากบาทสีแดงมาเต็มหน้ากระดาษทุกครั้ง 
 สีเหลือง แสดง ถึงความร่าเริงสดใส แต่อยู่สีเดียวไม่ได้ ต้องประกอบกับสีอื่นๆ ที่เข้มกว่า ดังนั้นจึงมักใช้ในสื่อสิ่งพิมพ์ ทำเป็นตัวอักษรบนหน้ากระดาษหรือพื้นเว็บไซต์ สีของเว็บไซต์ Dek-D.com ก็ใช้สีเฉดนี้ แสดงถึงความร่าเริงสดใสเหมือน กันกับสีส้มที่ช่วงลดความรู้สึกหดหู่ได้ เป็นสีที่แสดงถึงความกระฉับกระเฉง ว่ากันว่าเป็นสีที่ใช้เรียกความน่าสนใจได้ ที่สำคัญกระตุ้นความอยากอาหารด้วย


 สีน้ำตาล แสดง ถึงเก่าแก่ โบราณ แต่ก็อบอุ่น สื่อถึงความมั่นคงของครอบครัวได้ แต่ถ้าใช้ไม่ดีก็จะนำพาความน่าเบื่อมาเลยทีเดียว สีเฉดนี้เห็นบ่อยในสไตล์การแต่งตัวแบบแนวๆ  น้องๆ คงสังเกตได้ว่าคนแนวๆ ทั้งหลาย แม้จะไม่ขาวสดใส แต่ก็จะเก๋ไก๋ใช่เล่น ถ้าเปลี่ยนมาจดงานด้วยปากกาสีน้ำตาลบ้าง นอกจากจะไม่จำเจแล้ว งานก็น่าสนใจมากขึ้นด้วย ลองดูสิ!
สีเขียว แสดง ถึงการเจริญเติบโต การเงิน และสิ่งแวดล้อม ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย หากโกรธหรือโมโหให้มองหาต้นไม้หรือสีเขียว เพราะจะช่วยให้หายใจได้ลึกขึ้นและช้าลง เหมือนว่ากำลังจะได้รับพลังอันผ่อนคลายจากธรรมชาติ แต่บางครั้งหากนำมาเปรียบกับคนก็อาจหมายถึงสุขภาพไม่ดีเหมือนกัน อย่างหน้าเขียว และในนิยายหลายเรื่อง เราก็จะเห็นว่าสีเขียวเป็นสีของตัวร้ายเสียด้วย น้องๆ ลองหาต้นไม้เล็กๆ หรือภาพต้นไม้สีเขียว มาวางไว้ที่โต๊ะเพื่อช่วยผ่อนคลายเวลาทำงานหรือใช้คอมพิวเตอร์นานๆ นะคะ พักสายตา และพักสมอง ให้โอกาสสมองได้จัดเรียงข้อมูลบ้าง ก็จะทำให้ค้นหาหรือใช้ข้อมูลในสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือาจหาโคมไฟสีเขียวอ่อนๆ มาใช้ขณะอ่านหนังสือก็ได้ นอกจากผ่อนคลายแล้วยังเพิ่มสมาธิด้วย
  
สีน้ำเงิน ถ้าสีแดงทำให้เลือดสูบฉีดเร็ว ก็มีสีน้ำเงินนี่แหละที่ทำให้เลือดสูบฉีดช้าลง เยือกเย็น สงบ และซื่อสัตย์ แสดงถึงความทันสมัยของเทคโนโลยี จึงมีหลายๆ เว็บไซต์นำไปเป็นพื้นหลังของเว็บ ในขณะเดียวกันก็ดูอนุรักษ์นิยมด้วย แต่ไม่ควรใช้ร่วมกับสีเหลืองหรือส้มนะจ๊ะ สีจะฉูดฉาดเกินไปทำร้ายสายตาอย่างไม่น่าเชื่อ
  
 สีฟ้า ว่า กันว่าสีนี้ควรใส่ไปสัมภาษณ์งาน เพราะช่วยให้บรรยากาศสงบ และดูน่าเชื่อถือ แบบนี้น้องๆ โรงเรียนไหนใส่ชุดพละสีฟ้า ไปอ้อนวอนขอคะแนนพิเศษจากคุณครู ครูจะต้องใจอ่อนแน่ๆ เลย อิอิ สีเฉดนี้ช่วยลดความรู้สึกวุ่นวาย หากตอนไหน ไม่สบายใจ คิดถึงบ้าน ฯลฯ ลองมองท้องฟ้าสดใส (ไม่เอาฟ้าครึ้ม แบบฝนจะตกนะ) จะทำให้ใจปลอดโปร่งอย่างไม่น่าเชื่อ ที่สำคัญสีฟ้ากระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ หากทำงานศิลปะหรืองานที่ต้องใช้ความคิดต่างๆ ลองหาสีฟ้าวางใกล้ดูจ้า
สีขาว แสดง ถึงความบริสุทธิ์ ดังที่เราเปรียบเด็กๆ ว่าเป็นผ้าขาว เป็นสีที่นิยมใช้ เพราะเข้าได้กับทุกๆ สี แต่ใช่ว่าจะมีแต่ความหมายดีนะคะ เพราะสีขาวเอง กลับทำให้ดูอ่อนแอ เหนื่อยล้าก็ได้ ดังนั้น ถ้าเหนื่อยๆ ก็อย่ามองหาความสงบด้วยสีขาว จะยิ่งตอกย้ำให้เหนื่อยล้านะจ๊ะ

สีเทา สี กลางที่ดูน่าเบื่อหน่าย ซ้ำซาก ไม่ควรใช้สีเทาเดี่ยวๆ ในสิ่งของ เสื้อผ้า ห้อง ฯลฯ เด็ดขาด เพราะจะทำให้ขาดชีวิตชีวา แต่สีเทากับเข้าได้ดีกับสีเฉดน้ำเงิน หรือม่วง ซึ่งจะขับให้ดูสง่างามมากยิ่งขึ้น
 สีดำ ก็ตรงข้ามกับสีขาว ที่มีหมายความรุนแรง แต่ก็มีมุมดีๆ หากรู้จักเลือกใช้ สีดำโดดๆ จะให้ความรู้สึกการหยุดชะงัก หากนำมาไว้ข้างตัว จะทำให้รู้สึกอัดอัด คิดอะไรไม่ออกได้ แต่หากนำมาประกอบรวมกับสีขาวหรือสีสดใสดอื่นๆ จะทำให้รู้สึกฉลาดเฉลียว ดูซับซ้อน ลึกลับ น่าค้นหามากขึ้น
ข้อมูลจาก :  http://www.dek-d.com/content/education

8 วิธีทำหน้าใส ได้อย่างใจคิด




 1. ถ้าเป็นคนที่ชอบแต่งหน้า เราก็ควรที่จะรู้จักวิธีเช็ดทำความสะอาดผิวหน้าของเราอย่างถูกวิธี เพื่อผิวหน้าของเราจะได้สะอาด หน้าใสไร้สิว

2. ล้างหน้าให้สะอาดและถูกวิธี เพื่อผิวสวยหน้าใส โดยเลือกสบู่ล้างหน้าให้เหมาะกับผิวของตนเองนะคะ อย่างเช่น ถ้าเป็นคนผิวมัน ก็ควรเลือกใช้สบู่แบบออยล์คอนโทรล เป็นต้นค่ะ และไม่ควรหน้าล้างเกินวันละ 2 ครั้ง เพราะจะทำให้ผิวหน้าขาดความชุ่มชื้นได้

 3. ก่อนล้างหน้าควรล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเพื่อเป็นการเปิดรูขุมขน หลังจากนั้นใช้สบู่ล้างหน้าและล้างฟองออกด้วยน้ำเย็น เพื่อปิดรูขุมขนค่ะ ซับหน้าด้วยผ้าขนหนูเบาๆและใช้สำลีชุบโทนเนอร์เช็ดหน้าอีกครั้งค่ะ เพื่อกระชับรูขุมขน

4. หลังจากล้างหน้าทุกครั้ง ควรทาครีมบำรุงผิว เพื่อทดแทนความชุ่มชื่นที่เสียไปจากการล้างหน้า เพื่อป้องกันริ้วรอยและรอยหมองคล้ำต่างๆก่อนวัยอันควร

 5. หาเวลาว่าง พอกหน้าและขัดหน้าสัปดาห์ละ1ครั้งนะค่ะ เพื่อเป็นการทำความสะอาดผิวหน้าที่ลึกซึ้งมากกว่าการล้างหน้าตามปกติ บำรุงผิวไปในตัว และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นค่ะ เพื่อผิวพรรณที่สวย หน้าใสเปล่งปลั่ง ดูสุขภาพดี

6. รับประทานอาหารที่มีคุณค่าและดื่มน้ำสะอาด ให้มากๆค่ะ อย่างเช่น ผักสดและผลไม้สดค่ะ ดีต่อผิวของเรา

7. ออกกำลังเป็นประจำ เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดฟินเพื่อช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และหน้าใสมีเลือดฝาด

8. ยิ้มร่าเริงแจ่มใส ทำใจให้สดชื่น เพราะจิตใจมีผลควบคู่ไปกับร่างกาย ผิวพรรณและสุขภาพที่ดีนะคะ




Tips:
- สำหรับคนผิวมัน ถ้ารู้สึกว่าหน้ามันระหว่างวัน ควรใช้กระดาษซับมันแทนการล้างหน้าบ่อยๆนะคะ  เพื่อลดการผลิตน้ำมันออกมาเพื่อรักษาความชุ่มชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของหน้ามันและสิวคะ
- หน้าใสได้ โดยการงดอาหารจำพวกของมันๆจ๊ะ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว
- งดดื่มเหล้า และสูบบุหรี่นะจ๊ะ เพราะจะทำให้ผิวพรรณและหน้าใสๆของเรานั้นขาดความสดใส และเกิดริ้วรอยหมองคล้ำค่ะ
- อย่านอนดึก และพักผ่อนให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ เพื่อผิวสวยหน้าใส


 ข้อมูลจาก : lady.one.in.th/8-วิธีทำหน้าใส/

10 ภาษา ที่มีจำนวนคนพูดมากที่สุดในโล

10 ภาษา ที่มีจำนวนคนพูดมากที่สุดในโลก

ภาษาจีน 1,080,000,000 คน
ภาษาฮินดี 370,000,000 คน
 
ภาษาสเปน 350,000,000 คน
 
ภาษาอังกฤษ 340,000,000 คน
 
ภาษาอาหรับ 206,000,000 คน
 
 
 
 
 
ภาษาปัญจาบ 104,000,000 คน
         

ข้อมูลจาก : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

ทำไมเด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งโง่ ( IQ ลดลง )

ระดับเชาวน์ปัญญา หรือ ไอคิว (IQ ย่อจาก Intelligence quotient) หมายถึง ความฉลาดทางเชาวน์ปัญญา การคิด การใช้เหตุผล การคำนวณ การเชื่อมโยง ไอคิว เป็นศักยภาพทางสมองที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และเปลี่ยนแปลงได้ หากอยู่ในสภาวะการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนที่เหมาะสม ผู้เลี้ยงดุมาคุณภาพ หรือด้อยคุณภาพ ความ ฉลาด ส่วนหนึ่งติดตัวมาตั้งแต่เกิด ถืว่าเป็นต้นทุนของแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน แต่อีกส่วนหนึ่งได้จากประสบการณ์ การเรียนรู้เพิ่มเติม โอกาสในการฝึกฝน การให้ความสำคัญ และสภาพสังคม วัฒนธรรม ที่เอื้ออำนวยให้มีการนำออกมา


 



การวัดไอคิว

การวัดไอคิว เกิดขึ้นครั้งแรกในปีค.ศ.1905 โดยนักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ต้องการแยกบุคคลปัญญาอ่อนออกจากคนปกติ เพื่อจะได้จัดการศึกษาให้อย่างเหมาะสม โดยใช้การเปรียบเทียบระหว่างความสามารถที่ควรจะเป็น กับอายุสมอง แล้วคำนวณออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ เป็นการวัด 


1. ความคิด ความเข้าใจ ความคิดวิเคราะห์ การมองภาพรวม
2. การคิดคำนวณ
3. ความคิดที่เป็นนามธรรม โดยให้หาความเหมือน
4. ความจำระยะสั้น โดยใช้การจำจากตัวเลข
5. ภาษาในส่วนของการใช้คำ
6. การต่อภาพในส่วนที่ขาดหายไป การจับคู่โครงสร้าง โดยดูจากรูปร่างหรือลวดลาย การเรียงลำดับ
      ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ
     7.การต่อภาพเป็นรูป ด้วยการต่อจิ๊กซอว์
     8. การหาความสัมพันธ์ของตัวเลขและสัญลักษณ์





 
IQ ปกติ 90-110 ถ้ามากกว่า 110 ถือว่าอัจฉริยะ
ถ้าน้อยกว่า 90 ถือว่าโง่ ถึงโง่ทึบ มีปัญหาด้านความคิด การปรับตัว การแก้ปัญหา
ถ้า IQ ลดลง แสดงว่าความสามารถคิด วิเคราะห์ ความสามารถในการมองภาพรวม ความสามารถในการคิดคำนวณ ลดลง คือคิดไม่เป็น หลายสำนักวิจัยตรงกันว่า IQ เด็กไทยยิ่งเรียนยิ่ง IQ ลดลง ยกเว้นเด็กโรงเรียนสาธิตฯ

ทำไมเด็กโรงเรียนสาธิตฯ ยิ่งเรียนยิ่ง IQ ไม่ลดลง บางคนบอกว่าเด็กยิ่งโตยิ่งโง่ เพราะติดเกมส์ , internet , TV มือถือ แสดงว่าเด็กสาธิตไม่ติดเกมส์ , ไม่ติดมือถือ , ไม้ใช้ internet จริงหรือ???


เด็กสาธิต เด็กโรงเรียนเอกชน โรงเรียนรัฐต่างกันตรงไหน ในเรื่องพฤติกรรมนอกเหนือจากห้องเรียน คำตอบคือ ไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก พ่อแม่เด็กสาธิตฯ และพ่อแม่เด็กโรงเรียนเอกชน ระดับการศึกษาต่างกัน หรือไม่ คำตอบคือไม่ต่างกัน
ความแตกต่างของโรงเรียนสาธิต กับโรงเรียนสังกัด สพฐ. คือระบบการเรียนการสอน และคุณภาพผู้สอนซึ่งปฏิเสธไม่ได้เด็ดขาด 

IQ สูงต่ำขึ้น กับศักยภาพมันสมองของ ซึ่งได้รับการพัฒนาแตกต่างกัน ขึ้นกับพ่อแม่ ครู ผู้เลี้ยงดู แต่โรงเรียนจะมีอิทธิพลต่อเด็กมากกว่า เพราะครูมีเวลาอยู่กับเด็กมากกว่าพ่อแม่ เพราะฉะนั้นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ IQ เด็กสำคัญสุด คือ คุณภาพครู ระบบการเรียนการสอนในโรงเรียน ส่วนพ่อแม่มาสอนเพิ่มเติมได้หลังเลิกเรียน

  ความเครียดทำให้สาร Cortisol หลั่ง ยิ่งมีความเครียดมากและนาน สารนี้หลั่ง มาก ยิ่งความจำลดลงเพราะฉะนั้น ยิ่งมีความเครียดมาก ยิ่งลดสมรรถนะในการคิด และความจำ และยิ่งมีสาร Cortisolมาก จะทำลายเซลล์ประสาทสมอง (Neurones) Dr. Dharma Singh Khalsa, M.D., with Cameron Stauth.

 - Dr. Diamond& Hopson 1998 & Khalsa1997 หลังคลอดอกมา สมองเด็กจะมีรูปแบบสมองเหมือนกัน (Mold)ทุกคนทั่วโลก แต่วิธีการส่งสริมการเรียนรู้ การอบรมเลี้ยงดู ต่างกันจึงทำให้ไอคิวเด็กต่างกัน เพราะเซลล์สมองส่วนไหนที่ไม่ได้เชื่อมโยงกัน หรือถูกกระตุ้น ไม่ได้ถูกใช้ในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม ก็จะถูกทำลาย (Neural prunning) ทำให้ประสิทธิภาพของสมองส่วนนั้นถูกทำลาย สูญเสียการทำงาน และไม่เกิดการเรียนรู้ ของเซลล์ กลุ่มนั้นเช่นการคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จินตนาการ ในคนไทยจะหดหายไป เพราะเราไม่ค่อยได้กระตุ้นให้เด็กฝึกคิด
 -การทำกิจกรรมด้วยกันและสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ การสัมผัสที่อบอุ่น (gentle touch) ทำให้สมองเจริญเติบโตได้ดีกว่า (Marian Diamond 1988 )




 ข้อมูลจาก :  http://www.parent-youth.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538688943&Ntype=2



10 อันดับเมืองและประเทศที่วิวสวยที่สุดในโลก

อันดับที่ 1 เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา


 
 อันดับที่ 2 ประเทศฮ่องกง




อันดับที่ 3 เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา




อันดับที่ 4 เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น




อันดับที่ 5 เมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย




อันดับที่ 6 เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย




อันดับที่ 7 เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี




อันดับที่ 8 ประเทศสิงคโปร์




อันดับที่ 9 เมืองกรุงเทพฯ ประเทศไทย




อันดับที่ 10 เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา





ข้อมูลจาก : http://www.oknation.net/blog/kritwat/2010/01/27/entry-2

10 สุดยอดอาหารที่ควรทานทุกวัน

เบอร์รี่


1. เบอร์รี่

          แม้ว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะเคยเป็นผลไม้ที่หาทานได้ยากในบ้านเรา แต่ในสมัยนี้เห็นจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้วล่ะค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เค้ามีขายกันเกลื่อนตามห้างสรรพสินค้า และท้องตลาดบางแห่งด้วยแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมคะว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้น ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารได้มากเลยทีเดียว แถมยังมีแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ และที่สำคัญ ยังมีวิตามิน C ที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณและหวัดอีกด้วย

ไข่ไก่

2. ไข่ไก่

          ไข่ไก่เป็นสุดยอดอาหารที่หาง่ายมาก ๆ แถมยังราคาถูกอีกแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมว่า ไข่ไก่นั้นเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง ที่ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน แถมมีประโยชน์ในการบำรุงสายตา อ้อ แถมยังมีลูทีนที่จะป้องกันผิวคุณจากการทำลายของแสงแดดอีกด้วย

ถั่ว

  3. ถั่ว

          ถั่วเป็นแหล่งของเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการส่งผ่านออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กประมาณ 16 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงเลยทีเดียว นอกจากนี้ ถั่วยังมีไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วย

มะม่วงหิมพานต์

  4. อัลมอนต์ แม็คคาเดเมีย และมะม่วงหิมพานต์

          เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ จากการศึกษาของนักโภชนาการ พบว่า ผู้ที่รับประทานเมล็ดพืชเหล่านี้จะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานถึง 2 ปีครึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีโอเมก้า 3 เอแอลเอ ที่จะส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีด้วย

ส้ม


5. ส้ม

          เป็นแหล่งวิตามิน C คุณภาพ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค รวมทั้งยังมีไฟเบอร์สูง เป็นแหล่งของแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ที่จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย และเสริมสร้างคอลลาเจนในผิว เรียกว่าคุณประโยชน์ครบครันเลยทีเดียว

มันเทศ

6. มันเทศ

          อาหารที่หาได้ง่าย แถมยังให้ประโยชน์มากมายกับสุขภาพอีก มันเทศเป็นแหล่งเบตาแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยในการบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และที่หลาย ๆ คนคิดไม่ถึง คือ มันเทศมีสารต้านมะเร็งสูงอีกด้วยค่ะ

บร็อกโคลี

  7. บร็อคโคลี่

          เป็นแหล่งของวิตามินซี เอ และเค เป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา และมีสารไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่ช่วยต่อต้านมะเร็งปอด รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ วิตามินเคยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกด้วย

ชา

  8. ชา

          แม้ว่าชาจะเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ แต่รู้ไหมว่า การดื่มชาในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง และทำให้สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรงขึ้น เพราะในชานั้นมีสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ

คะน้า

  9. คะน้า

          มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด รวมถึงมีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สร้างภูมิต้านทานโรคที่ดี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมเสริมสร้างการทำงานของกระดูก

โยเกิร์ต

  10. โยเกิร์ต

          อาหารสุขภาพที่หลาย ๆ คนมักจะซื้อไว้ติดบ้าน เอาไว้ทานยามหิว และนั่นเป็นสิ่งที่ดีแล้วค่ะ เพราะในโยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และโปรตีน ดังนั้น ถ้าคุณทานโยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย จะทำให้สุขภาพคุณดีอย่าบอกใครเลยล่ะ


***ข้อมูลจาก :  http://health.kapook.com/view16463.html